ตำนาน 4 นักรบหญิง "วีรสตรี" ที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์จีน มู่หลานไม่อยู่ในลิสต์

ตำนาน 4 นักรบหญิง "วีรสตรี" ที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์จีน มู่หลานไม่อยู่ในลิสต์

ตำนาน 4 นักรบหญิง "วีรสตรี" ที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์จีน มู่หลานไม่อยู่ในลิสต์
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เปิดตำนาน 4 นักรบหญิง "วีรสตรี" ที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์จีน มีหลักฐานชัดเจนกว่ามู่หลาน

เมื่อพูดถึง “นักรบหญิงจีน” ชื่อแรกที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้น ฮวามู่หลาน หญิงสาวผู้ปลอมตัวเป็นชายไปรบแทนบิดา แต่จนถึงปัจจุบัน นักประวัติศาสตร์ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่ามู่หลานมีตัวตนจริงตามเรื่องเล่าหรือไม่

ในทางกลับกัน ประวัติศาสตร์จีนกลับมีผู้หญิงอีกหลายคนที่มีหลักฐานชัดเจนกว่า ทั้งจากจารึกโบราณ พงศาวดารราชวงศ์ และเอกสารทางการ บางคนบัญชาการกองทัพนับหมื่น บางคนตั้งกองทัพของตัวเอง และบางคนได้รับตำแหน่งทางทหารจากราชสำนักอย่างเป็นทางการ

นี่คือ 4 นักรบหญิงจีนที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ราชวงศ์ซางเมื่อกว่า 3,000 ปีก่อน ไปจนถึงช่วงปลายราชวงศ์หมิง

1. ฟู่ห่าว แม่ทัพหญิงเมื่อกว่า 3,000 ปีก่อน

ฟู่ห่าว (Fu Hao / 妇好) เป็นหนึ่งในนักรบหญิงที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีนที่มีหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจน เธอมีชีวิตอยู่ในช่วงราชวงศ์ซาง ราวศตวรรษที่ 13 ก่อนคริสตกาล และเป็นพระชายาคนสำคัญของกษัตริย์อู่ติง

สิ่งที่ทำให้ฟู่ห่าวแตกต่างจากวีรสตรีในตำนาน คือชื่อของเธอปรากฏอยู่บน กระดูกเสี่ยงทาย หรือ Oracle Bones ซึ่งเป็นหลักฐานร่วมสมัยจากยุคราชวงศ์ซาง จารึกเหล่านี้กล่าวถึงการที่ฟู่ห่าวนำทัพและเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารหลายครั้ง นักวิชาการจึงสามารถยืนยันบทบาทของเธอได้จากหลักฐานที่มีอายุร่วมสมัยกับตัวบุคคลจริง

หนึ่งในจารึกกล่าวถึงการระดมกำลังของฟู่ห่าวจำนวนหลายพันนายเพื่อทำสงครามกับศัตรูของราชวงศ์ซาง ขณะที่หลักฐานชุดอื่นแสดงว่าเธอเคยมีส่วนในการรณรงค์ทางทหารกับกลุ่มต่าง ๆ รอบอาณาจักร นักวิชาการจึงมักยกให้ฟู่ห่าวเป็นหนึ่งในแม่ทัพหญิงยุคแรกที่สุดที่มีหลักฐานยืนยันในประวัติศาสตร์จีน

สุสานฟู่ห่าว หลักฐานที่ยืนยันว่าเธอไม่ใช่เพียงตัวละคร

ในปี ค.ศ. 1976 นักโบราณคดีค้นพบสุสานของฟู่ห่าวที่อินซวี เมืองอันหยาง มณฑลเหอหนาน สุสานดังกล่าวไม่เคยถูกปล้นมาก่อน ทำให้พบโบราณวัตถุจำนวนมหาศาล รวมถึงเครื่องสำริด หยก เครื่องประดับ และอาวุธ

พิพิธภัณฑ์ Metropolitan Museum of Art ระบุว่า ภายในสุสานพบเครื่องสำริดประมาณ 200 ชิ้น และมีวัตถุมากกว่า 60 ชิ้นที่จารึกชื่อของฟู่ห่าว นอกจากนี้ยังพบอาวุธและขวานสำริดขนาดใหญ่ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลบนกระดูกเสี่ยงทายที่กล่าวถึงบทบาททางทหารของเธอ

ฟู่ห่าวจึงเป็นกรณีที่โดดเด่นมาก เพราะไม่เพียงมีพงศาวดารกล่าวถึงภายหลัง แต่ยังมีทั้ง จารึกที่สร้างขึ้นในสมัยที่เธอมีชีวิตอยู่และสุสานของตัวบุคคลจริง เป็นหลักฐานประกอบกัน

อนุสาวรีย์ฟู่ห่าว (Fu Hao Statue) รูปปั้นหยกขาวโบราณจำลองตั้งอยู่ด้านหน้าหอเซ่นไหว้ฟู่ห่าว ณ บริเวณ สุสานของฟู่ฮ่าว ในแหล่งมรดกโลกอินซวี (Yinxu) เมืองอันหยาง มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน

อนุสาวรีย์ฟู่ห่าว

2. เจ้าหญิงผิงหยาง เจ้าหญิงผู้ตั้ง “กองทัพสตรี” ช่วยสร้างราชวงศ์ถัง

ข้ามเวลามาเกือบ 2,000 ปี จีนมีนักรบหญิงอีกคนที่มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนราชวงศ์ นั่นคือ เจ้าหญิงผิงหยาง (Princess Pingyang / 平阳公主) พระธิดาของหลี่หยวน ผู้ซึ่งต่อมากลายเป็นจักรพรรดิถังเกาจู่ ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ถัง

ในปี ค.ศ. 617 หลี่หยวนลุกขึ้นต่อต้านราชวงศ์สุย เจ้าหญิงผิงหยางซึ่งอยู่ใกล้เมืองฉางอันในเวลานั้นไม่ได้หลบหนีไปกับพระสวามี แต่เลือกอยู่เบื้องหลังและรวบรวมผู้คนขึ้นเป็นกองกำลังของตนเอง

หลักฐานใน จิ่วถังซู หรือ Old Book of Tang ระบุว่า พระองค์นำทรัพย์สินของครอบครัวออกมาใช้ในการรวบรวมผู้คนและสร้างกองกำลัง ก่อนจะร่วมมือกับกลุ่มกบฏหลายกลุ่ม จนกำลังของพระองค์เติบโตขึ้นอย่างมาก

กองทัพ “เหนียงจื่อจวิน” กองทัพของเจ้าหญิง

กองกำลังของเจ้าหญิงผิงหยางเป็นที่รู้จักในชื่อ “เหนียงจื่อจวิน” (娘子军) หรือที่อาจแปลได้ว่า “กองทัพของสตรี” พระองค์ตั้งกองบัญชาการของตนเองและมีส่วนในการยึดพื้นที่รอบฉางอัน ก่อนกองกำลังของหลี่หยวนจะเข้ายึดเมืองหลวงราชวงศ์สุยได้สำเร็จ

งานวิชาการของ Cambridge University Press อ้างอิงพงศาวดารถังว่า เจ้าหญิงผิงหยางสามารถรวบรวมกองกำลังที่มีรายงานว่ามีจำนวนถึงประมาณ 70,000 คน และการดำเนินการทางทหารของพระองค์มีส่วนต่อความสำเร็จของหลี่หยวนในการยึดฉางอันและสถาปนาราชวงศ์ถัง

หลังราชวงศ์ถังก่อตั้งขึ้น พระองค์ได้รับการยกย่องเป็นพิเศษ เมื่อสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 623 จักรพรรดิถังเกาจู่ยังมีรับสั่งให้จัดพระราชพิธีศพโดยมีเกียรติยศทางทหาร แม้ขุนนางพิธีการจะทักท้วงว่าธรรมเนียมดังกล่าวไม่เหมาะกับสตรีก็ตาม พงศาวดารบันทึกเหตุผลของจักรพรรดิว่า พระธิดาพระองค์นี้เคยรวบรวมกองทัพและมีความดีความชอบทางทหารจริง

3. เหลียงหงอวี้ หญิงผู้ตีกลองบัญชาการรบในสมัยซ่ง

เหลียงหงอวี้ (Liang Hongyu / 梁红玉) เป็นนักรบหญิงที่มีชื่อเสียงในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ และเป็นภรรยาของ หานซื่อจง แม่ทัพคนสำคัญที่ต่อสู้กับราชวงศ์จินของชาวจูร์เจินในคริสต์ศตวรรษที่ 12

อย่างไรก็ตาม เรื่องของเธอต้องแยกระหว่าง “ประวัติศาสตร์” กับ “ตำนาน” ให้ชัด เพราะชื่อจริงของเธอไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในหลักฐานร่วมสมัย พงศาวดารเรียกเธอเพียงว่า “นางเหลียง” หรือ Lady Liang ส่วนชื่อ “เหลียงหงอวี้” เป็นชื่อที่แพร่หลายในวรรณกรรมและเรื่องเล่ายุคหลัง

สิ่งที่มีหลักฐานรองรับคือ นางเหลียงมีส่วนในเหตุการณ์ทางทหารร่วมกับหานซื่อจง โดยเฉพาะการรบกับกองทัพจิน บันทึกเกี่ยวกับยุทธการหวงเทียนต้างกล่าวถึงเธอในบทบาทตีกลองส่งสัญญาณสนับสนุนการบัญชาการรบ ขณะที่รายละเอียดสีสันหลายอย่างที่เล่ากันภายหลังถูกแต่งเติมขึ้นในวรรณกรรม

จากหญิงในพงศาวดาร สู่หนึ่งในวีรสตรีจีน

ภาพของเหลียงหงอวี้ในยุคหลังถูกขยายให้กลายเป็นหญิงนักรบผู้กล้าหาญ ใช้เสียงกลองควบคุมกองทัพและยืนเคียงข้างสามีในสนามรบ จนกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของวีรสตรีจีน

แต่หากเขียนในเชิงประวัติศาสตร์ ควรระบุว่า บุคคลที่เรียกว่า “นางเหลียง” มีหลักฐานว่ามีตัวตนจริง ส่วนรายละเอียดชีวิตและชื่อ “หงอวี้” หลายส่วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลัง จุดนี้ทำให้เรื่องของเธอน่าสนใจตรงที่เราเห็นได้ชัดว่า บุคคลจริงสามารถค่อย ๆ กลายเป็นตัวละครในตำนานได้อย่างไร

4. ฉินเหลียงอวี้ แม่ทัพหญิงปลายราชวงศ์หมิงที่มีชื่อในพงศาวดารทางการ

หากต้องเลือกนักรบหญิงจีนที่มีประวัติทางการชัดเจนที่สุดคนหนึ่ง ชื่อของ ฉินเหลียงอวี้ (Qin Liangyu / 秦良玉) แทบจะขาดไม่ได้ เธอเกิดในปี ค.ศ. 1574 ในพื้นที่ซึ่งปัจจุบันอยู่ในนครฉงชิ่ง และมีชีวิตอยู่ในช่วงปลายราชวงศ์หมิง

ฉินเหลียงอวี้ได้รับการฝึกทั้งการขี่ม้าและยิงธนู ก่อนสมรสกับหม่าเชียนเฉิง ผู้ดำรงตำแหน่งปกครองท้องถิ่นสือจู้ ต่อมาเธอได้บัญชาการกองกำลังด้วยตัวเอง และชื่อของเธอถูกบันทึกไว้ใน หมิงสื่อ หรือ History of Ming ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิงอย่างเป็นทางการ

พงศาวดารระบุว่า ในปี ค.ศ. 1599 ขณะเกิดกบฏหยางอิงหลง ฉินเหลียงอวี้นำทหารฝีมือดีประมาณ 500 นายเข้าร่วมการปราบกบฏกับกองกำลังของสามี และมีบทบาทในการตีฐานที่มั่นของฝ่ายกบฏหลายแห่ง

“กองทัพหอกขาว” ที่ศัตรูหวาดเกรง

กองกำลังภายใต้การบังคับบัญชาของฉินเหลียงอวี้เป็นที่รู้จักในชื่อ “ไป๋ก่านปิง” (白杆兵) หรือกองทหารหอกขาว ซึ่งพงศาวดารหมิงระบุว่าเป็นกองกำลังที่มีระเบียบเข้มงวดและเป็นที่หวาดเกรงของฝ่ายตรงข้าม

ต่อมาเมื่อสถานการณ์ชายแดนภาคเหนือรุนแรงขึ้น ฉินเหลียงอวี้ส่งกำลังไปช่วยรบกับกองทัพจูร์เจิน และหลังพี่ชายเสียชีวิตในการรบ เธอนำทหารประมาณ 3,000 นายขึ้นเหนือด้วยตัวเองเพื่อช่วยราชสำนักหมิง นอกจากนี้ยังมีบทบาทปราบกบฏและป้องกันเสฉวนในช่วงปลายราชวงศ์

ความโดดเด่นของฉินเหลียงอวี้อยู่ที่ เธอไม่ได้มีชื่อเพียงในนิยายหรือตำนาน แต่ได้รับการบันทึกอยู่ในหมวดชีวประวัติขุนนางและแม่ทัพของประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิง จึงเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่แข็งแรงที่สุดของ “แม่ทัพหญิงจีนที่มีตัวตนจริง”

CCDI–NCSอนุสาวรีย์ฉินเหลียงอวี้

ทำไมไม่มี “มู่หลาน” อยู่ในรายชื่อนี้?

แม้มู่หลานจะเป็นนักรบหญิงจีนที่โด่งดังที่สุดในโลก แต่หลักฐานเกี่ยวกับตัวเธอต่างจากทั้ง 4 คนข้างต้น เรื่องของมู่หลานปรากฏจาก บทเพลงมู่หลาน ซึ่งเป็นวรรณกรรมโบราณที่เชื่อมโยงกับช่วงราชวงศ์เหนือ แต่ยังไม่มีเอกสารร่วมสมัย สุสาน จารึก หรือบันทึกทางราชการที่สามารถระบุตัวตนของหญิงชื่อมู่หลานได้อย่างแน่นอน

จึงเป็นไปได้ว่าตำนานมู่หลานอาจได้รับแรงบันดาลใจจากผู้หญิงนักรบจริงในสังคมชายแดนทางเหนือ แต่ในทางประวัติศาสตร์ เรายังไม่สามารถพูดได้ว่า “ฮวามู่หลาน” ตามเรื่องที่รู้จักกันทุกวันนี้เป็นบุคคลจริง

มู่กุ้ยอิงแห่งตระกูลหยางก็ไม่มีหลักฐาน

มู่กุ้ยอิง (穆桂英 / Mu Guiying) หนึ่งใน “นักรบหญิง” ที่โด่งดังที่สุดของจีน เป็นตัวละครจากตำนานและวรรณกรรมเกี่ยวกับตระกูลแม่ทัพหยาง หรือ Yang Family Generals (杨家将) ซึ่งเรื่องราวถูกพัฒนาผ่านนิทานพื้นบ้าน งิ้ว และวรรณกรรมในยุคหลัง

มู่กุ้ยอิงถูกเล่าว่าเป็นหญิงนักรบฝีมือสูง มีความสามารถด้านการรบ การวางแผน และการบัญชาการกองทัพ ต่อมาได้แต่งงานกับ หยางจงเป่า แห่งตระกูลหยาง และกลายเป็นสะใภ้คนสำคัญของตระกูล โดยมีเรื่องเล่าว่าเธอเคยนำทัพออกศึกและสร้างผลงานทางทหารหลายครั้ง

อย่างไรก็ตาม ตระกูลแม่ทัพหยางมีรากจากบุคคลจริงในประวัติศาสตร์สมัยซ่ง เช่น หยางเย่ (杨业 / Yang Ye) ซึ่งมีหลักฐานว่ามีตัวตนจริง แต่ตัวละครหลายคนที่ปรากฏในเรื่องเล่าภายหลัง รวมถึงมู่กุ้ยอิง ถูกสร้างหรือแต่งเติมขึ้นในวรรณกรรม 

13 ซีรีส์จีนแนวแม่ทัพหญิง นางเอกเก่งวรยุทธ สตรียิ่งงดงามยิ่งอันตราย บู๊ไม่แพ้ผู้ชาย

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล